ดนตรีไทย

 

 

ดนตรีไทยเป็นศิลปะชั้นสูงแขนงหนึ่งซึ่งอยู่คู่กับคนไทยมาตลอดประวัติศาสตร์ และถือว่าเป็นมรดก ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้

เนื่องจากดนตรีไทยไม่มีการบันทึกเป็นตัวโน๊ต การเรียนดนตรีไทยจึงต้องเรียนด้วยการ "จำ" เท่านั้น โดยเรียน (ต่อเพลง) จากครู ซึ่งแหล่งที่สามารถจะศึกษาวิชาดนตรีได้ก็คือ ตามบ้านของขุนนางชั้นสูง ซึ่งในแต่ละบ้านจะมีวงพิณพาทย์เป็นของตนเอง เพื่อเป็นการประดับบารมี ผู้ที่จะเรียนวิชาดนตรีก็ต้อง เข้ามาพักอาศัยอยู่ในบ้านนั้น เพราะการเรียนดนตรีต้องใช้เวลานานมาก อาจจะเป็นเดือนหรือเป็นปี บางครั้งก็ต้องต่อเพลงกันตั้งแต่เช้าจนถึงดึก เมื่อศึกษาจนเล่นได้แล้วก็มักจะกลายเป็นนักดนตรีของ บ้านนั้นๆ ต่อไป และในบางโอกา บรรดาขุนนางทั้งหลายก็จะนำวงดนตรีของตนเองออกมาระชันกัน เพื่อแข่งกันว่า วงของใครจะมีฝีมือหรือ ทาง ดีกว่ากัน "ทาง" ในที่นี้หมายถึง แนวทำนองที่เล่นให้แปลก ออกไปจากทำนองเดิม โดยยังคงยึดทางหลัก หรือแนวทำนองเดิมเป็นหลัก ส่วนทางที่เปลี่ยนไป ก็จะ เรียกตามสถานที่ที่วงนั้นประจำอยู่ เช่นทางอยุธยา คือวงที่มา จากอยุธยา หรือ ทางหลวงประดิษฐ์ ก็ เป็นทางที่ท่านเป็นผู้แปลงเอาไว้ เป็นต้น

เมื่อแรกที่จะเข้ามาฝึกวิชาดนตรีนั้นผู้เรียนจะต้องนำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาครูเป็นขั้นตอนแรก แล้ว ครูก็จะเริ่มสอนด้วยการ จับมือให้ตีฆ้องวงใหญ่เพราะฆ้องเป็นเครื่องที่มีหน้าที่ทำทำนองหลัก ในขณะ ที่เครื่องอื่นๆ กำลังเล่นทางกันอย่างสนุกสนานนั้น ฆ้องวงใหญ่ก็ยังคงทำหน้าที่ทำทำนองหลักเรื่อยไป อย่างมั่นคง เพื่อที่เครื่องอื่นจะได้ไม่หลงทำนอง ยกเว้นในกรณีที่มีการ "เดี่ยว" ฆ้องจึงจะมีโอกาสได้ เล่นทางกับเขาบ้าง ส่วนเพลงที่จะต่อให้เป็นเพลงแรกคือ สาธุการ ซึ่งถือว่าเป็นเพลงครู

ในขณะที่มีการต่อเพลงหรือในการบรรเลง ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมหรือบรรเลงจริง ทั้งครูและลูกศิษย์หรือ ผู้เล่นทุกคนต้องนั่งลงและใส่เสื้อให้เรียบร้อย เพราะถ้าถอดเสื้อในขณะเล่น จะถือว่าเป็นการไม่เคารพครู ซึ่งเครื่องดนตรีไทยส่วนมากก็ได้ถูกออก แบบมาสำหรับที่จะต้องนั่งเล่นอยู่แล้ว

เมื่อเรียนไปได้ระยะหนึ่งจนมีความชำนาญและสามารถที่จะเล่นเพลงได้บ้างแล้ว ลูกศิษย์ทุกคน จะต้อง เข้าพิธี "ครอบครู" โดยประธานหรือครูจะเป็นผู้ครอบหัวฤๅษีซึ่งเป็นครูใหญ่ให้กับศิษย์ทุกคน เชื่อกันว่า เมื่อได้ผ่านพิธีครอบครอบครูนี้แล้ว จะทำให้มีความจำและความเข้าใจในการต่อเพลงดีขึ้น รวมทั้งศิลปินแขนงต่างๆ ก็ต้องมาเข้าพิธีนี้กันทุกคน ไม่ว่าจะเป็น คนรำ คนพิณพาทย์(นักดนตรี) หรือแม้แต่นัก ร้องนักแสดงสมัยใหม่ก็นิยมมาเข้าพิธีนี้เพื่อความเป็นศิริมงคลและความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ พิธี ครอบครูนี้จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีๆละครั้งที่วัดพระพิเรน กรุงเทพมหานคร หรือครูบางคนที่มีลูกศิษย์ มาก และเป็นครูที่มีชื่อเสียง ก็อาจจะจัดพิธีไว้ครูเป็นการเฉพาะเช่น อาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ซึ่งได้จัดให้มีพิธีครอบครูที่บ้านของท่าน เองเป็นประจำทุกปี

เมื่อมีความชำนาญมากขึ้นแล้ว ก็จะต่อเพลงที่สูงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งเป็นเพลงชั้นสูงต่างๆ เช่นเพลงตระ ต่าง ๆ จนถึงเพลง ตระเทพนิมิต ซึ่งใช้ในพิธีครอบครู ผู้เรียนต้องเป็นผู้ที่มีอายุครบ 30 ปีขึ้นไป ผ่าน การบวชเรียนมาแล้ว ในสมัยก่อน จะต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์ก่อนจึงจะต่อ เพลงนี้ได้

ถึงแม้ว่าดนตรีไทยจะไม่ใช้ตัวโน๊ตสำหรับบรรเลง แต่ดนตรีไทยก็มีโน๊ตเหมือนดนตรีสากลทั่วไป เพียง แต่ดนตรีไทยมีแต่คีย์ เมเจอร์เท่านั้น คือ คีย์ C หรือ Am เพราะดนตรีไทยไม่มีชาร์ปหรือแฟลต

 

 

เครื่องดนตรีไทย

 

เครื่องดนตรีไทยแบ่งออกได้ตามหลักสากลคือ ดีด สี ตี เป่า ซึ่งมีเครื่องดนตรีหลักดังนี้คือ

1. เครื่องดีด ได้แก่ พิณ จะเข้ ซึง กระจับปี่ เต้า ไทยหัว กวาง

2. เครื่องสี ได้แก่ ซออู้ ซอด้วง ซอสามสาย สะล้อ

3. เครื่องตี ได้แก่ กรับ ระนาด ฆ้อง ขิม ฉาบ ฉิ่ง กลอง

4. เครื่องเป่า ได้แก่ ปี่และขลุ่ยชนิดต่างๆ

 

สำหรับเครื่องตียังแบ่งออกได้เป็นเครื่องทำทำนองคือ ระนาด และฆ้อง และเครื่องประกอบจังหวะคือ กลองชนิดต่างๆ โหม่ง กรับ โดยมีฉิ่งเป็นเครื่องกำกับจังหวะ

วงดนตรีไทย การที่จะนำเครื่องดนตรีประเภทต่างๆมาเล่นประกอบกันเพื่อให้เป็นวงนั้นได้กำหนดเอาไว้ว่าจะต้องประกอบ ด้วยเครื่องดนตรีอย่างน้อย 3 ประเภท ( ไม่ใช่ 3 ชิ้น ) คือ

- เครื่องเป่า

- เครื่องประกอบจังหวะ

- เครื่องกำกับจังหวะ ( ฉิ่ง )

 

วงดนตรีที่มีขนาดเล็กที่สุดคือ วงสะระหม่า ประกอบด้วยปี่ชวา เป็นเครื่องเป่า กลองแขก เป็นเครื่องประ กอบจังหวะ และฉิ่ง เป็นเครื่องกำกับจังหวะ ซึ่งมีเครื่องดนตรีครบทั้ง 3 ประเภท

วงดนตรีไทยแบ่งได้เป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้คือ

1. วงเครื่องสายหรือวงมโหรี บรรเลงด้วยเครื่องสายเป็นหลัก มีกลองแขกเป็นเครื่องประกอบจังหวะ โดย มีขลุ่ยเป็นเครื่องเป่า ร่วมด้วยฉิ่งเป็นเครื่องกำกับจังหวะ มักใช้พิธีแต่งงานและงานมงคลต่างๆ

2. วงปี่พาทย์ สมัยก่อนเรียกว่า วงพิณพาทย์ เนื่องจากเคยใช้พิณเป็นเครื่องนำ ต่อมาใช้ปี่เป็นเครื่องนำ แทนจึงเรียกว่า วงปี่ พาทย์ ถึงแม้ในบางครั้งจะใช้ขลุ่ยแทนปี่ ก็ยังคงเรียกว่า วงปี่พาทย์ ส่วนปี่ที่ใช้คือปี่ ใน ซึ่งให้เสียงที่ดังและหนักแน่น ระนาด และฆ้องวงจึงต้องตีด้วยไม้แข็ง เพื่อให้ได้เสียงที่ดังสู้กับเสียงปี่ ได้ แล้วจึงเรียก วงปี่พาทย์นั้นว่า วงปี่พาทย์ไม้แข็ง ประกอบด้วย ปี่ใน ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก มีเครื่องประกอบจังหวะคือกลองแขก กลองทัด ตะโพน มีฉิ่งเป็นเครื่อง กำกับจังหวะ ส่วนวงปี่ พาทย์ที่ใช้ขลุ่ยเป็นเครื่องเป่าแทนปี่ เรียกว่า วงปี่พาทย์ไม้นวม เนื่องจากระนาดและฆ้องตีด้วยไม้นวม เพื่อไม่ให้เสียงดังเกินเสียงขลุ่ยประกอบด้วย ขลุ่ย ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก เครื่อง ประกอ[จังหวะคือ กลองแขก ใช้ตะโพนและกลองทัดในบางครั้ง มีฉิ่งเป็นเครื่องกำกับจังหวะ

วงปี่พาทย์ไม้แข็งจะใช้บรรเลงสำหรับงานพิธีที่สำคัญและต้องการความขลังหรือศักดิ์สิทธิ หรือใช้บรรเลง เพลงหน้าพาทย์ประกอบการแสดงโขนหรือเพลงโหมโรง เพราะวงปี่พาทย์ไม้แข็งจะให้เสียงที่หนักแน่น ขลังและมีพลัง ส่วนวงปี่พาทย์ไม้นวมจะใช้ บรรเลงในงานรื่นเริงหรืองานมงคลต่างๆ

เนื่องจากเสียงปี่มีระดับสูงกว่าเครื่องชนิดอื่น 1 ลูก (ลูก คือ โทนเสียง) ดังนั้นถ้าจะบรรเลงร่วมกันใน วง เครื่องทำทำนอง ทุกชิ้นจะต้องทำเสียงให้สูงกว่าปกติ 1 ลูก เพื่อให้ได้เสียงที่เท่ากันกับเสียงปี่ เช่น เพลงลาวดวงเดือน ปกติจะบรรเลงในคีย์ C แต่เมื่อต้องมาบรรเลงร่วมกับปี่ จะต้องเปลี่ยนไปเล่นในคีย์ D ในขณะที่ปี่ก็ยังคงเล่นในคีย์ C เช่นเดิม ทั้งนี้เป็นเพราะการทำให้เกิดเสียงต่าง ๆ ของปี่นั้น ต้องมีวิธี การบังคับและวางรูปนิ้ว รวมถึงการบังคับลมให้แรงและค่อยเพื่อให้ได้เสียงต่างๆที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นเรื่อง ยุ่งยากและสลับซับซ้อน ถ้าจะให้ปี่เปลี่ยนเสียงลงมาให้เท่ากับเสียงของเครื่องชนิดอื่น ทำให้เครื่องชนิด อื่นต้องทำเสียงให้สูงขึ้นไปให้เท่ากับเสียงปี่ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่า เพราะสามารถทำได้ในขั้นตอน เดียว

3. วงปี่พาทย์มอญหรือปี่พาทย์นางหงส์ มีส่วนประกอบวงคล้ายกับวงปี่พาทย์ไม้แข็ง แต่เปลี่ยนจากฆ้อง วงธรรมดามาเป็นฆ้อง มอญ จึงเรียกว่า วงปี่พาทย์มอญหรือปี่พาทย์นางหงส์ เครื่องเป่าเปลี่ยนจากปี่ ในมาเป็นปี่มอญ ซึ่งมีปากใหญ่เหมือนปากแตร ระนาดเอกและทุ้มยังคงเดิมและตีด้วยไม้แข็งเหมือนเดิม เพราะใช้ปี่คือปี่มอญเป็นเครื่องเป่า ส่วนเครื่องประกอบจังหวะเปลี่ยน จากตะโพนเป็นตะโพนมอญ ร่วม กับกลองแขก ตัดกลองทัดออกไป และเพิ่ม เปิงมางคอก เข้าไปแทน (เปิง เป็นเครื่องดนตรี ของชาวมอญ และพม่า เหมือนกลองแขก แต่ตรงกลางจะป้อมกว่า มีประมาณ 10 ใบ แต่ละใบก็จะให้เสียงที่มีระดับสูง ต่ำไม่เท่า กัน ตามขนาดเล็กและใหญ่ แขวนเรียงไว้ด้วยกันในคอก โดยเรียงจากเสียงต่ำทางซ้ายไปหา เสียงสูงทางขวา) เพลงที่บรรเลง ด้วยวงปี่พาทย์มอญนี้ มักเป็นเพลงที่มีสำเนียงออกไปทางมอญหรือพม่า ซึ่งส่วนมากจะเป็นเพลงที่มีทำนองเศร้าและโหยหวน จึงมักใช้วงปี่พาทย์มอญบรรเลงในโอกางานศพ เท่านั้น

เพลงมอญทั่วไปจะไม่มีโน๊ต ฟา (F) และเครื่องดนตรีที่เป็นของมอญโดยเฉพาะก็จะไม่มีตัวทำเสียง ฟา ด้วยเช่นกัน แต่ก็สา มารถที่จะเล่นเพลงมอญได้ด้วยเครื่องไทยตามปกติ เพราะเพียงแต่ไม่ต้องทำเสียง ฟา เท่านั้น แต่สำหรับเพลงไทยทั่วไป คง ไม่สามารถที่จะเล่นด้วยเครื่องคนตรีมอญได้ดีนัก เนื่องจาก เพลงไทยยังมีเสียง ฟา อยู่ตามปกติ แต่เครื่องมอญไม่สามารถทำ เสียง ฟา ที่มีอยู่ในเพลงไทยได้

4. วงมโหรีปี่พาทย์ไม้นวม เป็นการรวมกันระหว่างวงเครื่องสายหรือวงมโหรี กับวงปี่พาทย์ไม้นวมเดิม โดยมากมักเป็นวงที่ ใช้แต่ผู้หญิงเป็นผู้เล่น

5. วงสะระหม่า เป็นวงที่เล็กที่สุด ประกอบด้วยเครื่องดนตรีเพียง 3 ชิ้นคือ ปี่ชวา กลองแขก และฉิ่ง ซึ่ง มีเครื่องดนตรีที่ประ กอบกันครบทั้ง 3 ประเภทตามที่มีการบังคับไว้สำหรับการเป็นวงดนตรีคือ ปี่ชวา เป็นเครื่องเป่า กลองแขกเป็นเครื่องประ กอบจังหวะ และฉิ่งเป็นเครื่องกำกับจังหวะ วงสะระหม่าใช้ บรรเลงเพื่อประกอบการแสดงศิลปการต่อสู้ป้องกันตนเอง เช่น ชกมวย หรือกระบี่กระบอง เป็นต้น

  

จังหวะสำหรับดนตรีไทย

 

ดนตรีไทยมีจังหวะที่แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือชั้นเดียว (ไม่เรียกว่า 1 ชั้น) 2 ชั้นและ 3 ชั้น และ มีลักษณะการตีกลอง ที่เรียกว่า หน้าทับ เช่นหน้าทับทะยอย เป็นต้น ในแต่ละหน้าทับก็จะตีจังหวะไม่ เหมือนกัน และแบ่งเป็นชั้นจังหวะตามจังหวะ ของ เพลงด้วยเช่นกัน ซึ่งเพลงไทยทุกเพลงก็ได้ถูกกำหนด เอาไว้แล้วว่า เพลงนั้นๆเป็นเพลงกี่ชั้นและมีหน้าทับอะไรเช่น ลาวดวงเดือน ซึ่งปกติจะเป็นเพลง 2 ชั้น หน้าทับลาว กลองก็จะตีด้วยหน้าทับลาว 2 ชั้น หรือเต่ากินผักบุ้ง เป็นเพลงชั้นเดียว หน้าทับทะยอย กลองก็จะตีด้วยหน้าทับทะยอยชั้นเดียวเป็นต้น เพลงไทยโดยทั่วไปจะเป็นเพลงในจังหวะ 2 ชั้นมาแต่เดิม แล้วจึงนำมาแปลงเป็นชั้นเดียวหรือ 3 ชั้นในภายหลัง แต่อาจจะมีบางเพลงที่เป็นเพลงชั้นเดียวมาแต่เดิม เช่น เต่ากินผักบุ้ง

เพลงเถา หมายถึง เพลงๆเดียวที่มีทำนองจังหวะครบทั้ง 3 ชั้นจังหวะ และจะเริ่มบรรเลงเพลงด้วยชั้น เดียว 2 ชั้น และ 3 ชั้นตามลำดับ แต่จะไม่แยกเล่นเพียงชั้นเดียวหรือ 3 ชั้นต่างหาก ส่วนที่เป็น 2 ชั้น ก็มีบรรเลงกันเป็นปกติอยู่แล้วเช่น เพลง แขกมอญบางขุนพรหม เป็นเพลง 2 ชั้น และแขกมอญบางขุน พรหมเถา เป็นเพลงเถาซึ่งต้องเล่นให้ครบทั้งเถาคือ ชั้นเดียว 2 ชั้น และ 3 ชั้นแล้วจบด้วย ลูกหมด ซึ่ง เป็นทำนองเพลงช่วงสั้นๆ ในจังหวะชั้นเดียว มีจังหวะกระชั้นและเร่งเร้า ใช้บรรเลงหลัง จากจบการบรรเลงเพลงปกติ เพื่อแสดงการจบของเพลง

เพลงตับ หมายถึง เพลงในจังหวะ 2 ชั้นหลายเพลงนำมาเล่นรวมอยู่ในตับเดียวกันเช่น ตับวิวาห์พระ สมุทร ประกอบด้วย เพลง ตับวิวาห์พระสมุทร บังใบ และแขกสาหร่าย เป็นต้น

เพลงโหมโรง หมายถึง เพลงชุดที่ใช้บรรเลงก่อนการแสดงหรือก่อนการมีกิจกรรมต่างๆ เช่น โหมโรงเย็น ซึ่งประกอบด้วย เพลง 12 เพลง เริ่มบรรเลงด้วยเพลงสาธุการและบรรเลงต่อไปจนจบครบทั้ง 12 เพลง ใช้บรรเลงก่อนที่จะมีการสวดมนต์ เย็น หรือก่อนการแสดงลิเก เพื่อเป็นการประกาศว่ากำลังจะมีกิจกรรม ต่างๆ เกิดขึ้นในเย็นวันนี้

เพลงหน้าพาทย์ คือ เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบท่ารำเช่นโขน ถือเป็นเพลงชั้นสูง คนไทยรับวัฒนธรรม ทางดนตรีมาจากเพื่อนบ้านตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว แล้วนำมาดัดแปลงจังหวะและทำนองจนเกิดความ พอดีในรูปแบบศิลปะของไทย แต่ก็ยังคง สำเนียงและเค้าเดิมเอาไว้เพื่อให้รู้ว่ามีเค้าเดิมมาจากที่ใดเช่น เชิดจีน มีสำเนียงจีน เขมรละออองค์ ก็มีสำเนียงเขมร เป็นต้น

 

Copyright and All Rights Reserved by www.ThaiLaws.com    Mail to Thailaws@Lawyer.com