ศาลทหาร

 

 

ระบบยุติธรรมทหาร

เรืออากาศเอก พงศธร สัตย์เจริญ

นายทหารนิติกรรมสัญญา กองนิติกรรมสัญญา

กองพระธรรมนูญ กรมสารบรรณทหารอากาศ

วารสารศาลรัฐธรรมนูญ ปีที่ ๖ เล่มที่ ๑๘ เดือน กันยายน ธันวาคม ๒๕๔๗ หน้า ๑๓๔ - ๑๔๘

 

ระบบยุติธรรมทหาร

 

คำนำ

มีผู้กล่าวกันว่าทหารเป็นอภิสิทธิ์ชนได้รับการยกเว้นหลายอย่าง แม้แต่เมื่อกระทำความผิดแล้ว ก็ยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องขึ้นศาลพลเรือน ต้องไปขึ้นศาลทหาร ยิ่งไปกว่านั้นยังมองภาพลักษณ์ของศาลทหาร เป็นศาลที่ไม่มีความโปร่งใส พูดง่าย ๆ ว่าไม่มีความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมทหาร เพราะศาลทหารอยู่ในสังกัดของฝ่ายบริหาร อาจอยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหารไม่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นทหารคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภาพลักษณ์ดังกล่าว ทั้งโดยส่วนตัวและหน้าที่การงานแม้จะไม่ใช่งานทางด้านศาลทหารโดยตรงแต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทหาร จึงได้ทำการศึกษาและค้นคว้าเพื่อหาคำตอบให้แก่สังคมที่ยังมีความเคลือบแคลงใจกันอยู่ และที่นำมาเสนอนี้ก็ไม่ได้มุ่งหวังที่จะให้สังคมหายเคลือบแคลงใจ ๑๐๐ % แต่มุ่งหวังเพื่อให้เข้าใจระบบยุติธรรมทหารมากขึ้น เพราะไม่ค่อยมีผู้นำมาเผยแพร่ให้สังคมได้รับทราบมากนัก จะทราบก็แต่เฉพาะในวงการนักกฎหมายทหารซึ่งอยู่ในวงจำกัดและไม่ได้นำมาเผยแพร่ให้สังคมได้รับทราบ สังคมจึงยังไม่ค่อยเข้าใจระบบยุติธรรมทหารอย่างเพียงพอ และผลจากการศึกษาค้นคว้าก็พบว่ามีผู้เขียนที่จะให้ความรู้ในเรื่องนี้ไว้น้อยมาก นักวิชาการก็ไม่ได้ให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญแก่ศาลทหาร ซึ่งอาจเป็นเพราะส่วนใหญ่มีความเห็นว่าประเทศไทยเราใช้ระบบศาลเดี่ยวมาตั้งแต่ต้นก็เป็นได้ เลยมองว่าศาลทหารเป็นศาลชำนัญพิเศษหรือเป็นศาลของฝ่ายบริหารไม่ใช่ศาลยุติธรรม แต่ในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่าประเทศไทยเราใช้ระบบศาลคู่มานานแล้ว จึงขอถือโอกาสนี้เผยแพร่ให้สังคมได้ทราบแม้จะไม่ครบทุกแง่มุม แต่ก็คงพอจะทำให้รู้จักกับศาลทหารและเข้าใจระบบยุติธรรมทหารกันมากขึ้น

--- เรืออากาศเอก พงศธร สัตย์เจริญ / ๒๕๔๗

 

๑. เหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องมีศาลทหาร

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกือบทุกฉบับบัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ โดยเฉพาะฉบับ พ.ศ.๒๔๙๒ มาตรา ๔๗ บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่รับราชการทหารตามที่กฎหมายบัญญัติ ฉบับ ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๔๙๕ มาตรา ๓๖ มีความว่า บุคคลซึ่งเป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการประจำอื่น และพนักงานเทศบาลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับประชาชนพลเมือง เว้นแต่ที่จำกัดในกฎหมายหรือกฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจกฎหมาย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมืองสมรรถภาพหรือวินัย 1

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๔๐) บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๔ มีความว่า บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ พนักงานส่วนท้องถิ่น และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์การของรัฐ ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดในกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจรรยาบรรณ

ฉะนั้น ผู้ที่เป็นทหารไม่ว่านายทหาร หรือพลทหาร ก็มิใช่บุคคลพิเศษแต่อย่างใดคงมีฐานะเป็นพลเมือง คงเป็นชนชาวไทย มีสัญชาติไทย อยู่ภายใต้กฎหมายธรรมดาทั่วไปไม่ได้รับเอกสิทธิ์ หรือความคุ้มกันใด ๆ แตกต่างไปจากบุคคลที่มิใช่ทหาร ตรงกันข้ามเขาเหล่านั้นยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย กฎและข้อบังคับ 2 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพิ่มขึ้นจากผู้ที่มิได้เป็นทหาร อีกด้วย

 

๒. เหตุที่ต้องมีกฎหมายทหาร

กฎหมายทหารมีความมุ่งหมาย ๒ ประการ 3 คือ

๑. ทหารเป็นกำลังสำคัญของชาติ จำเป็นต้องควบคุมวินัย และความเรียบร้อย ทั้งในเวลาสงบ และเวลาสงคราม โดยเฉพาะในเวลาสงครามก็ยิ่งเข้มงวดกวดขัน การปกครองทหารทั้งวินัยกับการศาล จึงต้องแยกออกจากพลเรือน

๒. เพื่อประโยชน์ในการปกครองทั่วไป เช่น การรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร การจัดกำลัง การระดมสรรพกำลัง เป็นต้น

ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่าชาติไทยเป็นชาติซึ่งได้มีมาแต่โบราณกาลนับย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลากว่า ๖,๐๐๐ ปี ในประวัติอันยาวนานของชาติไทยนั้นเต็มไปด้วยการสู้รบ เพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็นไทยตลอดมา ชาติไทยเป็นชาติที่มีกองทหารป้องกันและต่อต้านการรุกรานของศัตรูภายนอกเสมอมา ในเมื่อมีกองทหารก็ทำให้เกิดมีกฎหมายและธรรมเนียมทหารขึ้น แต่เนื่องจากการป้องกันประเทศเป็นสิ่งอันสำคัญยิ่ง โทษที่ลงต่อผู้ที่ละเมิดต่อกฎหมายแบบธรรมเนียมทหาร จึงหนักยิ่งกว่าโทษที่ลงต่อราษฎรสามัญ ด้วยเหตุนี้เอง ศาลอื่น จึงไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาโทษทหาร นอกจากศาลทหารเท่านั้น 4

 

๓. ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย

กฎหมายเกี่ยวกับทหารของไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมาช้านาน เช่น ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ลักษณะกบศึก ลักษณะผัวเมีย ลักษณะพระธรรมนูญ ลักษณะศักดินาทหาร กฎมณเฑียรบาล ลักษณะอาญาหลวง พระราชกำหนดใหม่ 5 เป็นต้น

 

๔. กฎหมายปัจจุบัน

การทหารของไทยได้วิวัฒนาการมาโดยตลอดตามสถานการณ์ของยุคสมัย กิจกรรมศาลทหารของไทยก็ได้เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าของการทหารเช่นกัน กฎหมายทหารในปัจจุบันมีอยู่มาก แต่ที่เป็นกฎหมายหลักในการปกครองทหารเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทหาร คือ

  • พระราชบัญญัติวินัยทหาร พ.ศ.๒๔๗๖

  • พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘

  • ประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ.๒๔๕๕ (ร.ศ.๑๓๑)

  • พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗

นอกจากนี้ยังมีข้อบังคับทหารที่มีผลบังคับใช้เช่นเดียวกับกฎหมาย เช่น ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยตุลาการพระธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๙๙ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยอัยการทหาร พ.ศ.๒๔๙๙ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยนายทหารพระธรรมนูญ พ.ศ.๒๔๙๙ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยจ่าศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๙ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยระเบียบจัดการทางคดี พ.ศ.๒๕๔๗ และระเบียบอีกมาก เช่น ระเบียบราชการอัยการทหาร พ.ศ.๒๕๐๑ ระเบียบราชการว่าด้วยการอุทธรณ์และฎีกา พ.ศ.๒๕๓๑ ระเบียบราชการศาลทหาร พ.ศ.๒๕๓๒ เป็นต้น

 

๕. การป้องกันราชอาณาจักรกับการรักษาความยุติธรรม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๗๒ บัญญัติว่า รัฐต้องจัดให้มีกำลังทหารไว้เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ

แม้กระทรวงกลาโหมมีหน้าที่ป้องกันราชอาณาจักรโดยตรงก็ตาม แต่ในการรักษากำลังทหารไว้ให้เข้มแข็งก็ต้องพึ่งกฎหมายเป็นเครื่องมือ ซึ่งในเรื่องนี้ก็คล้ายคลึงกับกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงมหาดไทยเพราะผู้ที่เป็นทหารก็คือประชาชนคนไทยนั่นเอง หากมีการฝ่าฝืนก็มีการสอบสวน การฟ้องร้อง และการพิจารณาพิพากษาคดี

 

๖. ระบบยุติธรรมทหารกับรัฐธรรมนูญ 6

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติรับรองอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของระบบยุติธรรมทหาร โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๗ ได้บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของศาลทหารไว้ในมาตรา ๒๑๑ ดังนี้ 7

มาตรา ๒๑๑ ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่กฎหมายบัญญัติ การแต่งตั้งและการให้ตุลาการศาลทหารพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๒๑ ก็บัญญัติรับรองอำนาจหน้าที่ของศาลทหารไว้ในมาตรา ๑๑๗ ความว่า 8

มาตรา ๑๑๗ ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่กฎหมายบัญญัติ การแต่งตั้งและการให้ตุลาการศาลทหารพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ ก็บัญญัติรับรองอำนาจหน้าที่ของศาลทหารไว้ในมาตรา ๑๙๔ ดังนี้ 9

มาตรา ๑๙๔ ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่กฎหมายบัญญัติ การแต่งตั้งและการให้ตุลาการศาลทหารพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ (ฉบับปัจจุบัน) ก็ได้บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของศาลทหารไว้เช่นเดียวกัน โดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๑ 10 แต่มีข้อสังเกตว่าถ้อยคำที่ใช้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ดังนี้

มาตรา ๒๘๑ ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทหารและคดีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ การแต่งตั้งและการให้ตุลาการศาลทหารพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

การที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของศาลทหารด้วยถ้อยคำที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ จึงมีเรื่องที่ต้องพิจารณาว่าอำนาจหน้าที่ของศาลทหารที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติไว้มีความแตกต่าง หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ และคำว่า คดีอาญาทหาร และ คดีอื่น ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลทหารนั้น มีความหมายถึงคดีประเภทใด คดีอาญาทหาร นั้น อาจกล่าวได้ว่าประมวลกฎหมายอาญาทหาร เป็นกฎหมายที่บัญญัติความผิดทางอาญาเพิ่มเติมจากประมวลกฎหมายอาญา มิใช่ยกเลิกหรือยกเว้นความผิดต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญาทหารนั้น ส่วนใหญ่แล้วมุ่งหมายให้มีผลใช้บังคับกับบุคคลที่เป็นทหารเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางบทที่มีผลใช้บังคับกับบุคคลพลเรือนทั่วไปด้วย จะสังเกตได้จากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาทหารบทใดที่ใช้คำว่า ผู้ใดเป็นทหาร... นั้น ย่อมหมายความว่า บทนั้น ๆ มีผลใช้บังคับกับบุคคลที่เป็นทหารเท่านั้น บทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาทหารบทใดที่ใช้คำว่า ผู้ใด... นั้น ย่อมหมายความว่า บทนั้น ๆ มีผลใช้บังคับกับบุคคลทุกคนไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือนก็ตาม 11 คดีเหล่านี้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ส่วน คดีอื่น ผู้เขียนมีความเห็นว่าน่าจะหมายถึงคดีที่มีโทษทางอาญาอื่นที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาทหาร 12 หรือคดีอาญาที่เกิดขึ้นในเขตที่ตั้งของทหาร อันได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ความผิดเกี่ยวกับกฎหมายยาเสพติดให้โทษ ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาบางมาตรา เช่น ความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย ทำร้ายร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับการกระทำโดยประมาทความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติในตำแหน่งหน้าที่ราชการ หมายถึง ความผิดเกี่ยวกับการทุจริตในหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๗, ๑๕๗ เป็นต้น

 

๗. การดำเนินคดีของศาลทหาร

ศาลทหารไทย หรือศาลทหารในต่างประเทศ ถือหลักในทำนองเดียวกันว่าศาลทหารเป็นศาลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบุคคลจำพวกหนึ่งโดยเฉพาะเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากศาลพลเรือนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีที่พลเมืองของประเทศนั้นกระทำความผิด ส่วนในเวลาไม่ปกติ เช่นมีการรบ หรือสถานะสงคราม หรือได้ประกาศใช้กฎอัยการศึก พลเมืองทั่วไปที่กระทำความผิดทางอาญาอาจตกอยู่ในอำนาจของศาลทหารได้ ทั้งนี้ ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายของแต่ละประเทศ 13

สำหรับประเทศไทยในเวลาไม่ปกติ ถ้าได้ประกาศใช้กฎอัยการศึก ผู้ที่มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกมีอำนาจประกาศให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก และในเวลาระหว่างที่ใช้กฎอัยการศึกตามที่ระบุไว้ในบัญชีต่อท้ายพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกทุกข้อ หรือแต่บางข้อและหรือบางส่วนของข้อใดข้อหนึ่งได้ นอกจากกรณีดังกล่าวแล้ว ถ้าคดีอาญาเกิดขึ้นในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกมีเหตุพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญานั้นในศาลทหารก็ได้ 14 นอกจากนี้ยังมีศาลทหารที่ตั้งขึ้นในยุทธบริเวณ เรียกว่า ศาลอาญาศึก อีกด้วย ฉะนั้นอำนาจของศาลทหารและกระบวนการพิจารณาจึงต้องพิจารณาตามประเภทของศาลนั้น ๆ คือ

ศาลทหารในเวลาปกติอย่างหนึ่ง 15 และศาลทหารในเวลาไม่ปกติ คือ ศาลทหารในเวลาที่มีการรบ หรือสถานะสงคราม หรือได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกอีกอย่างหนึ่ง 16 และศาลอาญาศึก 17 เป็นศาลทหารในยุทธบริเวณ 18 ซึ่งเคยเรียกว่าศาลสนาม อีกอย่างหนึ่ง

 

๘. ลักษณะทั่วไปของศาลทหาร

๑. รัฐธรรมนูญรับรองสถานะ

๒. ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ

๓. กระทำในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

๔. พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนตุลาการศาลทหารกลางและศาลทหารสูงสุด

๕. แบ่งชั้นของศาลเป็น ๓ ชั้น

๖. นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

๙. เขตอำนาจของศาลทหาร

เขตอำนาจศาลทหารสามารถแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ

๙.๑ เขตอำนาจเหนือคดี

พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของศาลทหารไว้ ดังนี้ ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญา ในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด และมีอำนาจสั่งลงโทษบุคคลใด ๆ ที่กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

๙.๑.๑ คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร

พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ ได้บัญญัติถึงคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารไว้ ดังนี้

(๑) คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน

(๒) คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน

(๓) คดีที่ต้องดำเนินในศาลคดีเด็กและเยาวชน

(๔) คดีที่ศาลทหารเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร

๙.๒ เขตอำนาจเหนือบุคคล

พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๑๖ กำหนดประเภทบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารไว้ ดังนี้

(๑) นายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ

(๒) นายทหารชั้นสัญญาบัตรนอกประจำการ เฉพาะเมื่อกระทำผิดต่อคำสั่งหรือข้อบังคับตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร

(๓) นายทหารประทวนและพลทหารกองประจำการหรือประจำการ หรือบุคคลที่รับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

(๔) นักเรียนทหารตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด

(๕) ทหารกองเกินที่ถูกเข้ากองประจำการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้รับตัวไว้เพื่อให้เข้ารับราชการประจำอยู่ในหน่วยทหาร

(๖) พลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร เมื่อกระทำผิดในหน้าที่ราชการทหาร หรือกระทำผิดอย่างอื่นเฉพาะในหรือบริเวณ อาคาร ที่ตั้งหน่วยทหาร ที่พักร้อน พักแรม เรือ อากาศยาน หรือยานพาหนะใด ๆ ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร

(๗) บุคคลซึ่งต้องขังหรืออยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารโดยชอบด้วยกฎหมาย

(๘) เชลยศึกหรือชนชาติศัตรูซึ่งอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร

๙.๓ เขตอำนาจเหนือพื้นที่

พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ทุกจังหวัดทหารให้มีศาลจังหวัดทหารศาลหนึ่ง เว้นแต่จังหวัดทหารที่ตั้งกองบัญชาการมณฑลทหาร และทุกมณฑลทหารให้มีศาลมณฑลทหารศาลหนึ่ง เว้นแต่มณฑลทหารที่ตั้งศาลทหารกรุงเทพ ประกอบกับมาตรา ๑๗ ศาลทหารชั้นต้นมีเขตอำนาจ ดังนี้

(๑) ศาลจังหวัดทหารและศาลมณฑลทหารมีเขตอำนาจตามที่กำหนดโดยพระราช กฤษฎีกา

(๒) ศาลทหารกรุงเทพ มีเขตอำนาจไม่จำกัดพื้นที่ แต่โดยปกติถ้าการกระทำผิดนั้นเกิดขึ้นในท้องถิ่นที่มีศาลทหาร ก็ให้พิจารณาพิพากษาในศาลทหารท้องถิ่นนั้น

(๓) ศาลประจำหน่วยทหาร มีอำนาจเหนือบุคคลที่สังกัดหน่วยทหารนั้นโดยไม่จำกัดพื้นที่

 

๑๐. วิธีพิจารณาคดีในศาลทหาร

๑๐.๑ หลักทั่วไป

ใช้กฎหมาย กฎและข้อบังคับ ซึ่งออกตามกฎหมายฝ่ายทหารมาใช้บังคับ ถ้าไม่มีจึงให้นำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

๑๐.๒ การสอบสวน

นายทหารพระธรรมนูญ หรืออัยการทหารมีอำนาจทำการสอบสวนคดีอาญาทั้งปวงซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหาร แต่ถ้ามีเหตุอันสมควร ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้นายทหารชั้นสัญญาบัตรทำการสอบสวนก็ได้ ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวนดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ห้ามมิให้ผู้สอบสวน 19 ทำการสอบสวนคดีอาญาใดโดยมิได้มีคำสั่งให้ทำการสอบสวนจากผู้มีอำนาจสั่งสอบสวน 20

กรณีกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม แม้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ผู้มีอำนาจสั่งสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

สำหรับคดีที่อยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษให้ปฏิบัติตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษ 21

๑๐.๓ การจับ 22

ผู้สอบสวนมีอำนาจจับ หรือจัดการให้จับผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร สารวัตรทหารและผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่มิได้เป็นผู้สอบสวน จะทำการจับในฐานะเป็นเจ้าพนักงานได้เมื่อผู้สอบสวนจัดให้มีการจับเท่านั้น

ก่อนทำการจับ ผู้สอบสวนมีหน้าที่ร้องขอหมายจับจากศาลที่มีเขตอำนาจ การจับโดยไม่มีหมายจับของศาล มีได้เฉพาะแต่กรณีการจับผู้กระทำผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ การจับจะต้องเป็นการกระทำโดยชอบตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติ เช่น แจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาทราบ และผู้จับจะต้องนำตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของเจ้าพนักงานหรือศาลโดยทันที

ในกรณีที่หมดอำนาจควบคุมหรือขังระหว่างสอบสวน เจ้าพนักงาน ผู้มีอำนาจจับยังคงมีอำนาจจับผู้ต้องหาเพื่อนำตัวส่งฟ้องศาลได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น จะจับเพื่อเหตุอื่น เช่น สอบสวนต่อไป หรือ รอสั่งคดี ฯลฯ ไม่ได้

ในกรณีที่มีการจับแต่ยังมิได้มีการตั้งผู้สอบสวน ไม่ว่าจะเป็นการจับโดยมีหมายหรือไม่มีหมายของศาลก็ตาม ให้ผู้จับนำตัวผู้ถูกจับส่งพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อดำเนินคดีต่อไป

๑๐.๔ การควบคุม 23

เหตุที่จะควบคุมผู้ถูกจับได้ ต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้ถูกจับได้กระทำความผิดอาญาร้ายแรงที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน ๓ ปี มีหลักฐานว่าผู้ถูกจับน่าจะได้กระทำผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ถูกจับจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น ให้ผู้สอบสวนควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้ไม่เกินกว่าความจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องควบคุมผู้ถูกจับต่อไปอีก ให้นำตัวหรือจัดให้มีการนำตัวผู้ถูกจับไปศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ภายใน ๔๘ ชั่วโมง ให้ศาลเป็นผู้พิจารณาว่ามีเหตุที่จะขังผู้ถูกจับไว้ตามกฎหมายหรือไม่

กรณียังมิได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้อัยการทหารเป็นหน้าที่ของผู้สอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอหมายขังผู้ต้องหากรณีที่ส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการทหารรับไว้แล้วให้เป็นหน้าที่ของอัยการทหารเป็นผู้ยื่น

๑๐.๕ การปล่อยชั่วคราว 24

การปล่อยชั่วคราวก่อนศาลมีคำสั่งขังผู้ต้องหา เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้สอบสวน หรืออัยการทหารแล้วแต่กรณี โดยถือหลักว่าผู้ต้องหาพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เว้นแต่มีเหตุจำเป็นต้องควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้ตามกฎหมาย การสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวต้องระบุเหตุผลโดยชัดแจ้ง ในการปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกัน ก่อนปล่อยตัวไปให้จัดให้ผู้ต้องหาสาบาน หรือปฏิญาณตนว่าจะมาตามกำหนดนัดหรือหมายเรียก แล้วให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อรับทราบวันและเวลานัด การปล่อยชั่วคราวโดยมีประกัน และหลักประกันควรกำหนดวงเงินประกันให้เหมาะสมแก่ข้อกล่าวหา สภาพแห่งคดี ความน่าเชื่อถือของผู้ขอประกันและหลักประกัน รวมทั้งการที่ผู้ต้องหาน่าจะหลบหนีหรือไม่ด้วย

ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน ๕ ปีขึ้นไป การอนุญาต ต้องมีประกันและมีหลักประกันด้วย การกำหนดวงเงินประกันให้พิจารณาดังนี้

๑. คดีที่มีโทษปรับสถานเดียวให้กำหนดวงเงินไม่เกินอัตราโทษอย่างสูงและไม่ต่ำกว่าอัตราโทษอย่างต่ำสำหรับความผิดนั้น

๒. คดีที่มีอัตราโทษจำคุกให้ถือเกณฑ์คำนวณวงเงินประกัน ๑๐,๐๐๐.- บาท ต่ออัตราโทษจำคุก ๑ ปี โดยให้ถืออัตราโทษอย่างสูงเป็นหลัก

๓. คดีที่มีอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตให้กำหนด วงเงินประกันตั้งแต่ ๒๐๐,๐๐๐.- บาท ถึง ๕๐๐,๐๐๐.- บาท

หลักประกันอาจใช้เงินสดหรือหลักทรัพย์ดังต่อไปนี้ โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด และหนังสือรับรองราคาประเมินของเจ้าพนักงานมาแสดง หลักทรัพย์มีค่าอย่างอื่นที่กำหนดราคามูลค่าที่แน่นอนได้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล สลากออมสิน บัตรหรือสลากออมทรัพย์ทวีสินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฯลฯ

ข้อสังเกต หลักประกันของศาลทหารไม่มีบุคคลมาเป็นหลักประกันโดยแสดงหลักทรัพย์ และการใช้บริษัทประกันภัย (ประกันภัยอิสระภาพ) อย่างศาลยุติธรรม

ในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนั้น ผู้สอบสวนหรืออัยการทหารแล้วแต่กรณี อาจกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่ของผู้ต้องหาหรือเงื่อนไขอื่นใดให้ผู้ต้องหาปฏิบัติ เพื่อป้องกันการหลบหนี หรือเพื่อป้องกันอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยชั่วคราวก็ได้

๑๐.๖ การค้น 25

ผู้สอบสวนมีอำนาจค้น หรือจัดการให้ค้น แต่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการค้น การค้นในที่รโหฐาน ผู้สอบสวนมีหน้าที่ร้องขอหมายค้นจากศาลที่มีเขตอำนาจเหนือท้องที่ที่จะทำการค้น การค้นในที่รโหฐานซึ่งอยู่ในเขตที่ตั้งทหาร ก่อนทำการค้น ให้ผู้ทำการค้นแจ้งให้ผู้ปกครองบังคับบัญชาเหนือที่รโหฐานนั้นทราบ

๑๐.๗ การฟ้องคดีอาญา

ในเวลาปกติ อัยการทหารหรือผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา

ถ้าผู้เสียหายไม่ใช่เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ต้องมอบคดีให้อัยการทหารเป็นโจทก์

ในเวลาไม่ปกติ หรือในศาลอาญาศึก อัยการทหารเท่านั้นมีอำนาจเป็นโจทก์

เมื่ออัยการทหารเห็นว่าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ก็ต้องส่งสำนวนให้พนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในกรณีเช่นนี้พนักงานอัยการจะส่งสำนวนการสอบสวนกลับคืนไปยังอัยการทหารไม่ได้

๑๐.๘ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

เมื่ออัยการทหารร้องขอ ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้จำเลย คืนทรัพย์ ใช้ราคาทรัพย์ หรือใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่รัฐบาลได้ ในกรณีที่จำเลยกระทำผิดผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องขอเช่นนี้

ถ้าโจทก์ร้องขอให้ยึดทรัพย์จำเลย ผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการต้องส่งคดีนั้นไปยังศาลพลเรือนในท้องถิ่นที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่ ศาลพลเรือนจะสั่งจัดการยึดทรัพย์โดยไม่ต้องฟ้องใหม่ พนักงานอัยการมีหน้าที่ดำเนินการในชั้นยึดทรัพย์ต่อไปแทนอัยการทหาร

ในการพิพากษาคดีแพ่ง ศาลพลเรือนต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลทหาร

๑๐.๙ การแต่งตั้งทนาย
โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย หรือจำเลยจะแต่งทนายได้ในเวลาปกติ ถ้าเป็นเวลาไม่ปกติ หรือในศาลอาญาศึกจะแต่งทนายไม่ได้

ในคดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปี ก่อนเริ่มพิจารณา ศาลต้องถามจำเลยว่ามีทนายหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการ ศาลก็ต้องตั้งทนายให้

๑๐.๑๐ การพิจารณาต่อหน้าจำเลย

ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพ หรือไม่ติดใจฟัง จะไม่ทำการพิจารณาและสืบพยานต่อหน้าจำเลยก็ได้

๑๐.๑๑ การอุทธรณ์ฎีกา

โจทก์หรือจำเลยอุทธรณ์ได้ภายในสิบห้าวัน

ู้มีอำนาจสั่งลงโทษ 26 หรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการ 27 อุทธรณ์หรือฎีกาได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟัง

ในเวลาไม่ปกติ หรือศาลอาญาศึกจะอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้

 

๑๑. เปรียบเทียบการดำเนินคดีอาญาในศาลยุติธรรมกับการดำเนินคดีอาญาในศาลทหาร

ลักษณะของศาลทหารนั้นย่อมเป็นไปตามเหตุการณ์ของบ้านเมือง กล่าวคือ ในเวลาที่บ้านเมืองเป็นปกติก็จัดตั้งศาลทหารในเวลาปกติ 28 แต่ถ้าในเวลาไม่ปกติ คือ เวลาที่มีการรบหรือสถานะสงครามหรือได้ประกาศใช้กฎอัยการศึก ก็มีศาลทหารในเวลาไม่ปกติ 29 เกิดขึ้น หรือเมื่อหน่วยทหารปฏิบัติหน้าที่อยู่นอกราชอาณาจักร หรือกำลังเดินทางเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่นอกราชอาณาจักร และมีทหารไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน กำลังทหารของเหล่าทัพใดจะถือว่าไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพันนั้น ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดซึ่งสำหรับทหารอากาศ ถือว่า ๑ ฝูงบิน ทหารเรือ ถือว่าเรือชั้น ๑ หนึ่งลำ หมู่เรือหรือหมวดเรือมีเรือตั้งแต่ ๒ ลำขึ้นไป มีกำลังไม่น้อยกว่า ๑ กองพัน ก็จัดตั้งศาลประจำหน่วยทหาร 30 ตามความจำเป็น และถ้าหน่วยทหาร หรือเรือรบอยู่ในยุทธบริเวณ ถ้ามีความจำเป็นก็จะตั้งศาลอาญาศึกขึ้น 31

ส่วนศาลพลเรือน (ศาลยุติธรรม) นั้น ไม่ว่าบ้านเมืองจะมีสถานการณ์อย่างใด ศาลพลเรือนคงอยู่อย่างนั้น หาเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ไม่ ดังนั้นศาลทหารในเวลาปกติจึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับศาลพลเรือน ส่วนศาลทหารในเวลาไม่ปกติ และศาลอาญาศึกนั้นย่อมมีลักษณะที่แตกต่างกับศาลพลเรือน 32

๑๑.๑ ส่วนที่คล้ายคลึงกับศาลยุติธรรม

๑. ศาลทหารจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเช่นเดียวกับศาลพลเรือน คือ ศาลทหารจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร ส่วนศาลพลเรือนหรือศาลยุติธรรมนั้น จัดตั้งขึ้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

๒. กระบวนพิจารณาของศาลทหารดำเนินไปในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับศาลยุติธรรม

๓. การแบ่งชั้นของศาลทหารก็แบ่งเป็นศาลทหารชั้นต้น ศาลทหารชั้นอุทธรณ์ และศาลทหารชั้นฎีกาในลักษณะเดียวกับศาลยุติธรรม

๔. วิธีพิจารณาของศาลทหารนั้น นอกจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาของศาลทหารแล้ว ศาลทหารก็ได้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้อยู่ในศาลยุติธรรมมาใช้ในศาลทหารด้วยโดยอนุโลม

๕. การแต่งตั้งและถอดถอนตุลาการศาลทหารกลาง คือศาลชั้นอุทธรณ์ของทหาร และศาลทหารสูงสุด คือศาลชั้นฎีกาของทหารนั้น พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งและถอดถอนเช่นเดียวกับทรงโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งและถอดถอนผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม

๑๑.๒ ส่วนที่แตกต่างกับศาลยุติธรรม

๑. ในการแต่งตั้งและถอดถอนตุลาการศาลทหารชั้นต้นนั้น พระมหากษัตริย์อาจทรงโปรดเกล้า ฯ มอบพระราชอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือผู้บังคับบัญชาทหารเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนตุลาการศาลทหารชั้นต้นได้

๒. พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาประจำศาลไว้ทุกศาล เมื่อมีคดีฟ้องศาล ผู้พิพากษาศาลนั้นก็เป็นองค์คณะรับฟ้องดำเนินกระบวนพิจารณาได้เลย แต่ศาลทหารชั้นต้น ไม่ได้แต่งตั้งตุลาการเป็นองค์คณะประจำศาลไว้อย่างศาลยุติธรรม เมื่อมีคดีเข้ามาจึงจะตั้งองค์คณะพิจารณาคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป

๓. ศาลทหารเคลื่อนย้ายไปพิจารณาคดี ณ สถานที่ใดภายในเขตอำนาจได้

๔. องค์คณะของศาลทหารประกอบด้วยตุลาการที่เป็นนักกฎหมายและนายทหารในหน่วยต้นสังกัดของจำเลย ร่วมเป็นตุลาการศาลด้วย

๕. ศาลทหารสังกัดกระทรวงกลาโหม ศาลยุติธรรมสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม

๖. ศาลทหารจัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีของพลเมืองจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะ ต่างจากศาลยุติธรรมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีของพลเมืองทั้งประเทศ

 

Note:-

  1. หลวงอรรถไกวัลวที และ พล.ท.สุข เปรุนาวิน, ระบบอัยการและศาลทหาร (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), หน้า 65

  2. คำวิเคราะห์ศัพท์ตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 4 คำว่า ข้อบังคับ นั้น ท่านหมายความว่า บรรดาข้อบังคับ และกฎต่าง ๆ ที่ให้ใช้อยู่เสมอ ซึ่งผู้บังคับบัญชาทหาร ผู้ถืออำนาจอันสมควร ได้ออกไว้โดยสมควรแก่กาลสมัย และชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย

  3. หลวงอรรถไกวัลวที และ พล.ท.สุข เปรุนาวิน, ระบบอัยการและศาลทหาร (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), หน้า 66

  4. พล.ท.โกวิท มัธยมจันทร์ และ พล.ท.พัลลภ โชติเลขา,กิจกรรมของศาลทหารไทย ระหว่าง พ.ศ.1800-2498, วารสารพระธรรมนูญ เล่มที่ 37 ฉบับ กันยายน 2535, หน้า 168-169

  5. หลวงอรรถไกวัลวที และ พล.ท.สุข เปรุนาวิน, ระบบอัยการและศาลทหาร (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), หน้า 67

  6. พ.อ.วรศักดิ์ อารีเปี่ยม, การบริหารกระบวนการยุติธรรมทางทหาร, รายงานส่วนบุคคลโครงการประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543, หน้า 6-7

  7. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 91 ตอนที่ 169 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2517

  8. ราชกิจจานุเบกษา (ฉบับพิเศษ) เล่ม 95 ตอนที่ 146 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2521

  9. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 108 ตอนที่ 216 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2534

  10. ราชกิจจานุเบกษา (ฉบับกฤษฎีกา) เล่ม 114 ตอนที่ 55 ก ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2540

  11. วีระ โชคเหมาะ,คำอธิบายกฎหมายทหาร (LA 434) , พิมพ์ครั้งที่ 1,(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2529),หน้า 13-14

  12. ประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 5 บัญญัติว่า ทหารคนใด กระทำความผิดอย่างใด ๆ นอกจากที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาทหารนี้ ท่านว่ามันควรรับอาญาตามลักษณะพระราชกำหนดกฎหมาย ถ้ากฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ให้เป็นอย่างอื่น

  13. พลโท ประดิษฐ์ สุนทราชุน, กระบวนการยุติธรรมทหาร (พระนคร : โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร,2515) หน้า 28

  14. พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก(ฉบับที่ 5) พ.ศ.2502

  15. ศาลทหารในเวลาปกตินั้น การแบ่งชั้นศาล เขตอำนาจศาล และกระบวนการพิจารณาของศาลทหาร มีลักษณะคล้ายคลึง กับศาลพลเรือน โดยแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ ศาลทหารชั้นต้น ได้แก่ ศาลจังหวัดทหาร ศาลมณฑลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ และศาลประจำหน่วยทหาร ศาลทหารกลาง เป็นศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลทหารสูงสุด เป็นศาลชั้นฎีกา

  16. พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 36 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2503

  17. ศาลอาญาศึกนี้คล้ายกับ Field General Court Martial ของอังกฤษ A field general court-martial shall have the powers of a general court-martial, except that where the court consists of less than three officere the sentence shall not exceed imprisonment for a term of two years. (Army Act 1955, Section 85 (3) Manual of Military Law 1956 Part I, P 305)

  18. ยุทธบริเวณ หมายถึง พื้นที่ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ส่วนหนึ่งในเขตสงคราม ซึ่งใช้ในการยุทธ จะเป็นการรุกหรือตั้งรับก็แล้วแต่หน้าที่ที่รับมอบ และทั้งใช้ในการช่วยรบด้วย

  19. ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยระเบียบจัดการทางคดี พ.ศ.2547 ข้อ 4 (4) ผู้สอบสวน หมายความว่า นายทหารพระธรรมนูญ อัยการทหาร และนายทหารชั้นสัญญาบัตร ที่มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร

  20. ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยระเบียบจัดการทางคดี พ.ศ.2547 ข้อ 4 (3) ผู้มีอำนาจสั่งสอบสวน หมายความว่า ผู้บังคับบัญชาของผู้สอบสวน และผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด

  21. ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยระเบียบจัดการทางคดี พ.ศ.2547 ข้อ 10

  22. ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยระเบียบจัดการทางคดี พ.ศ.2547 หมวด 2 การจับ

  23. ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยระเบียบจัดการทางคดี พ.ศ.2547 หมวด 3 การควบคุม

  24. ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยระเบียบจัดการทางคดี พ.ศ.2547 หมวด 4 การปล่อยชั่วคราว

  25. ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยระเบียบจัดการทางคดี พ.ศ.2547 หมวด 5 การค้น

  26. พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร มาตรา 65 ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ คือ
    (1) นายทหารผู้บังคับบัญชาจำเลยซึ่งมีตำแหน่งตั้งแต่ชั้นผู้บัญชาการกองพลขึ้นไป หรือมีตำแหน่งตั้งแต่ชั้นผู้บังคับกองพันขึ้นไปที่อยู่ต่างท้องถิ่นกับผู้บังคับบัญชาตำแหน่งชั้นผู้บัญชาการกองพลขึ้นไป เป็นผู้มีอำนาจสั่งลงโทษตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดทหาร ศาลมณฑลทหาร หรือศาลทหารกรุงเทพ
    (2) ผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลทหารชั้นต้นเป็นผู้มีอำนาจสั่งลงโทษในกรณีที่จำเลยอยู่ต่างท้องถิ่นกับผู้บังคับบัญชาหรือไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาของทหาร
    (3) ผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลประจำหน่วยทหารหรือศาลอาญาศึกเป็นผู้มีอำนาจสั่งลงโทษตามคำพิพากษาของศาลนั้น ๆ

  27. พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร มาตรา 10 การแต่งตั้งและถอดถอนตุลาการศาลทหารสูงสุดและศาลทหารกลางให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งและถอดถอน ส่วนการแต่งตั้งและถอดถอนตุลาการศาลทหารอื่น ๆ พระมหากษัตริย์อาจทรงมอบพระราชอำนาจแก่ผู้บังคับบัญชาทหารและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนตามพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยการแต่งตั้งตุลาการ

  28. ดูเชิงอรรถที่ 15

  29. ดูเชิงอรรถที่ 16

  30. ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยกำหนดกำลังทหารเพื่อการตั้งศาลประจำหน่วยทหาร พ.ศ.2499 ข้อ 3 ให้กำหนดกำลังทหาร
    ที่ถือว่าไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพันเพื่อการตั้งศาลประจำหน่วยทหาร ในเมื่อหน่วยทหารปฏิบัติหน้าที่อยู่นอกราชอาณาจักร หรือกำลังเดินทางเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่นอกราชอาณาจักรไว้ดังนี้
    (1) หน่วยทหารซึ่งอัตรากำลังได้จัดเป็นหน่วยตั้งแต่หนึ่งกองพันขึ้นไป
    (2) หน่วยทหารซึ่งอัตรากำลังได้จัดเป็นหน่วยตั้งแต่หนึ่งฝูงบินขึ้นไป
    (3) หน่วยเรือของกองทัพเรือ
    ก. เรือชั้น 1 ตั้งแต่หนึ่งลำขึ้นไป
    ข. หมู่เรือ หรือหมวดเรือซึ่งมีจำนวนเรือตั้งแต่สองลำขึ้นไป
    (4) กำลังทหารซึ่งมิได้จัดตามหมายเลข (1) (2) และ (3) เมื่อได้จัดเป็นหน่วยทหารมีจำนวนทหารรวมไม่น้อยกว่า
    500 คน และผู้บังคับบัญชาของหน่วยทหารนั้นมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการเรือชั้น1 ผู้บังคับฝูงบิน หรือเทียบเท่า

  31. ดูเชิงอรรถที่ 17

  32. พลโท ประดิษฐ์ สุนทราชุน, กระบวนการยุติธรรมทหาร (พระนคร : โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร,2515) หน้า 23

 

ข้อมูลจาก www.intell.rtaf.mi.th

  Copyright and All Rights Reserved by www.ThaiLaws.com    Mail to Thailaws@Lawyer.com