พระภิกษุกับทรัพย์มรดก

 

 

หากมองดูสองสิ่งนี้ ไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องกันได้เลย เพราะคำว่า"พระ"ในความเข้าใจของคนเรา ย่อมเป็นบุคคลที่สละแล้วซึ่งกิเลส ตัณหาราคะ ไม่มีความละโมบใดๆเหลืออยู่ในจิตใจ ส่วนคำว่า "มรดก" ในความเข้าใจของคนเราน่าจะเป็นความร่ำรวยมั่งคั่ง เป็นสิ่งที่เย้ายวนชวนให้ไขว่คว้ามาเป็นเจ้าของ แต่ในความเป็นจริง พระกับมรดกต้องมาเกี่ยวข้องกันโดยหลักความเป็นญาติและโดยหลักกฎหมาย กล่าวคือ กฎหมายได้เขียนไว้ว่า

 

"พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในอายุความตามกฎหมายกำหนด แต่พระภิกษุนั้นอาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้" เมื่อบุคคลใดจะยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท กฎหมายได้กำหนดทายาทไว้ 2 แบบ คือ แบบแรกเรียกว่า "ทายาทโดยธรรม" ได้แก่ คู่สมรส ลูกหลาน และญาติที่กฎหมายจัดไว้ 6 ลำดับซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ กับทายาทซึ่งมีสิทธิตามพินัยกรรม ที่เรียกว่า"ผู้รับพินัยกรรม" ซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้

แต่ที่เกี่ยวข้องกับพระภิกษุคือ ห้ามพระภิกษุมาฟ้องหรือเรียกร้องมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม เว้นแต่จะสึกออกมาเสียก่อนและเรียกร้องภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนด นั่นคือ จากข้อความกฎหมายที่ยกมานี้ พระภิกษุสามารถรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม หรือในฐานะผู้รับพินัยกรรมก็ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ขอให้สึกออกมาฟ้องเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามกฎหมาย คือ 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือเมื่อทายาทโดยชอบธรรมรู้หรือควรรู้ว่าเจ้ามรดกตายแล้ว ฉะนั้น ถ้าท่านอยากได้ก็สึกออกมา ขอเพียงแต่อย่าถึงขนาดนุ่งเหลืองห่มเหลืองมาฟ้องฉอดๆ ต่อศาลก็แล้วกัน

 

"ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม" กฎหมายได้เขียนไว้ชัดเจนว่า ในระหว่างที่บุคคลใดยังบวชเป็นพระอยู่ หากมีญาติโยมที่ศรัทธาและได้ถวายข้าวของ ทรัพย์สินเงินทองใดๆ ให้แก่พระภิกษุรูปนั้น ย่อมเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของท่าน เมื่อพระภิกษุรูปนั้นมรณภาพลงไปเมื่อใด ทรัพย์สินที่ท่านได้รับมาในระหว่างอุปสมบทดังกล่าว ก็จะตกเป็นสมบัติของวัดที่พระภิกษุรูปนั้นจำพรรษาอยู่ทันที แต่มีข้อยกเว้นว่า ทรัพย์สินจะไม่ตกเป็นสมบัติของวัดถ้าขณะยังมีชีวิตพระภิกษุรูปนั้นได้จำหน่ายจ่ายโอน หรือยกทรัพย์สินชิ้นใดให้คนหนึ่งคนใดไปเสียก่อน หรือว่าพระภิกษุรูปนั้นได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินใดให้แก่คนที่ท่านระบุชื่อไว้ในพินัยกรรม ก็ต้องเป็นไปตามนั้น วัดจะมาเรียกร้องสมบัติดังกล่าวไม่ได้

 

"ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่ และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้" ก่อนบวชถ้าพระภิกษุรูปใดมีทรัพย์สินอยู่อย่างไร กฎหมายเขียนไว้ชัดว่าไม่ตกเป็นสมบัติของวัด ดังนั้น บุคคลที่มีสิทธิได้รับทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนบวชของท่าน ก็คือทายาทของท่าน พ่อแม่ ภรรยา บุตร ก็ไปแบ่งกันตามสัดส่วน แต่ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็สามรถทำการจ่ายโอน หรือทำพินัยกรรมยกให้ใครโดยเฉพาะก็ได้เช่นกัน

 

 

เรียบเรียงโดย พิทยา ลำยอง

  

  

  Copyright www.ThaiLaws.com  All rights reserved.  Any comments mail to:  thailaws@lawyer.com