รายพระนามพระมหากษัตริย์ไทย

 

ายพระนามพระมหากษัตริย์ไทย เริ่มนับตั้งแต่ไทยรวมตัวเป็นราชอาณาจักรที่มีอำนาจเป็นปึกแผ่นและเป็นอิสระจากอิทธิพลของขอม โดยเริ่มนับตั้งแต่ราชวงศ์พระร่วงแห่งอาณาจักรสุโขทัยและนับต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ลำดับพระมหากษัตริย์ที่ค่อนข้างจะสับสนเกี่ยวกับเวลาการครองราชย์มากที่สุดได้แก่ ราชวงศ์พระร่วง ได้มีการศึกษาค้นคว้าและสันนิษฐานจากนักประวัติศาสตร์ต่อเนื่องกันมาโดยตลอด จากศักราชที่คลาดเคลื่อนไม่ต้องตรงกัน รวมทั้งการใช้คำว่า "พระยา" แทน "พญา" และ "ไทย" แทน "ไท" ได้รับการปรับปรุงให้แน่ชัดขึ้นเสมอมาโดยอาศัยหลักฐานต่างๆ เช่นจากคัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ แปลโดยศาสตราจารย์ รตท. แสง มนวิทูร นำไปใช้อ้างอิงโดยศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ราชบัณฑิตและผู้รู้อีกหลายท่านดังที่ปรากฏในรายชื่อหนังสืออ้างอิงท้ายบทความ "พ่อขุนศรีอินทราทิตย์" ในสารานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2549 จึงนับเป็นหลักฐานล่าสุดที่น่าเชื่อถือได้

ตารางแสดงลำดับพระมหากษัตริย์ไทยข้างล่างนี้ นอกจากจะได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ไทยได้เห็นภาพรวมตามลำดับเวลาและสามารถโยงไปยังรัชสมัยที่ต้องการทราบได้ทันทีแล้ว ในตารางยังมีช่องคริสต์ศักราชสำหรับเทียบกับพุทธศักราชไว้เพื่อใช้เปรียบเทียบและโยงมิติเวลากับประวัติศาสตร์สากล อย่างไรก็ดี ความคลาดเคลื่อนด้านศักราชยังคงต้องมีอยู่ต่อไป เนื่องจากในบางช่วงของประวัติศาสตร์ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในระหว่างนักประวัติศาสตร์ด้วยกัน  บทความนี้จึงต้องมีการแก้ไขปรับปรุงตลอดเวลา ตามหลักฐานใหม่จากสถาบันที่เชื่อถือได้

  

 

ลำดับเวลาและเปรียบเทียบศักราช

 

สมัยสุโขทัย

จากหลักฐานในศิลาจารึก พระเจ้าแผ่นดินไทย ในสมัยราชอาณาจักรสุโขทัย มีอยู่ 9 พระองค์ อยู่ในราชวงศ์เดียวกัน คือราชวงศ์พระร่วง ปกครองอาณาจักรสุโขทัยตั้งแต่ พ.ศ. 1781 ถึง พ.ศ. 1981 รวมระยะเวลา ประมาณ 200 ปี

ราชวงศ์พระร่วง หรือราชวงศ์สุโขทัย เป็นราชวงศ์ที่นักประวัติศาสตร์ใช้เรียกกลุ่มเจ้าผู้ปกครองแคว้นสุโขทัย ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อครั้งสมัยสุโขทัยเรียกชื่อว่าราชวงศ์ใดกันแน่ หากแต่เมื่อรวบรวมหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์แล้ว ก็มักพบว่าผู้คนภายในเขตสุโขทัยหรือบ้านเมืองแว่นแคว้นอื่นมักเรียกพระมหากษัตริย์ของสุโขทัยในนามว่า "พระร่วง" ซึ่งเป็นนามที่รู้จักไปอย่างกว้างขวางของผู้คนกลุ่มไทยในสมัยโบราณ เชื้อสายของวงศ์พระร่วงนี้สืบทอดยาวนานตลอดสมัยสุโขทัย จนตกอยู่ใต้ปกครองของอยุธยาแล้วก็ยังปรากฏอยู่ผ่านความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ระหว่างอาณาจักร สัญลักษณ์หรืออนุสรณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์พระร่วงที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน เชื่อกันว่าคือ รูปพระร่วง-พระลือ ในซุ้มพระร่วง-พระลือที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงราชวรวิหาร อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ตามความเชื่อของคนรุ่นเก่าแก่ในจังหวัดสุโขทัย ระบุว่า ที่นี่คือนิวาสถานดั้งเดิม หรือต้นกำเนิดของราชวงศ์พระร่วง

ราชวงศ์พระร่วง เป็นเชื้อสายของพระมหากษัตริย์ชนชั้นปกครองไทยที่มีอำนาจอยู่ในระยะสมัยประวัติศาสตร์ที่เรียกกันว่า "สมัยสุโขทัย" ฐานอำนาจของราชวงศ์พระร่วงก็คือ ศรีสัชนาลัยสุโขทัย ที่เป็นทั้งศูนย์การปกครองรัฐบาลและที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ ความชัดเจนในแง่ความเป็นมาของราชวงศ์นี้ไม่สามารถที่จะชี้ชัดระบุให้แน่นอนลงไปได้ เพราะมีหลักฐานหรือสิ่งที่กล่าวอ้างน้อยมาก พระร่วงในความทรงจำของคนตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางลงมาเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่าตำนานแล้ว เพราะเต็มไปด้วยเรื่องราวอภินิหารและความน่ามหัศจรรย์ ผนวกไปกับเรื่องราวของบ้านเมืองสถานที่ต่างๆ ในแถบกลุ่มอาณาจักรสุโขทัยเดิม (ได้แก่ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย พิษณุโลก กำแพงเพชร ปากยม และพระบาง)

ราชวงศ์พระร่วง เป็นราชวงศ์ที่สถาปนาขึ้นเมื่อคราวพ่อขุนบางกลางหาวทรงราชาภิเษกเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ คำว่าพระร่วงเป็นคำกลางๆ ที่ใช้เรียกกษัตริย์หรือผู้นำแห่งรัฐสุโขทัย โดยคำว่าร่วง แปลว่า รุ่ง(โรจน์) ในสำเนียงไทยกลางจึงตรงกับคำว่า รุ่ง ซึ่งไปพ้องกับสำเนียงล้านช้างที่อ่านว่า ฮุ่ง ซึ่งอาจจะสืบเนื่องกับตำนานท้าวฮุ่ง-ท้าวเจือง อันเป็นวีรบุรุษในตำนานสองฝั่งโขง อย่างไรก็ตามแต่ คำว่าพระร่วงเป็นคำที่คิดขึ้นใหม่เมื่อครั้งสถาปนาวงศ์ มิใช้ราชวงศ์เดิมที่ติดตัวพ่อขุนบางกลางหาว มาแต่ต้น ความหมายของคำว่าร่วงนี้ ต่อมาเป็นพระนามพระพุทธรูปองค์หนึ่งว่า พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ธรรโมภาส มหาวชิราวุธปูชนียบพิตร เป็นการย้ำความหมายให้ ร่วงโรจน์ มีความหมายไปในทางเดียวกับ รุ่งโรจน์ อีกด้วย

ด้วยเหตุความเข้าใจคลาดเคลื่อนนี้ โดยมากจึงคิดกันว่า พ่อขุนศรีนาวนำถุม พ่อขุนผาเมือง ตลอดจนพระมหาเถรศรีศรัทธา ทรงเป็นราชวงศ์พระร่วงเช่นกัน แต่อันที่จริง ทั้งสามพระองค์นี้เป็นราชวงศ์ศรีนาวนำถุม (หรือราชวงศ์นำถุม หรือราชวงศ์ผาเมือง) โดยเอกสารทางวิชาการส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันว่า ต้นวงศ์ (ผู้สถาปนา) คือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และยังสืบเนื่องต่อมาจนถึงพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ซึ่งเชื่อกันว่าสืบมาจนถึง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ที่ทรงแยกมาตั้งวงศ์ใหม่ (ราชวงศ์จักรี)

 

ลำดับ

รายพระนาม

จุลศักราช

พุทธศักราช

คริสต์ศักราช

รวมปี

(1) ราชวงศ์พระร่วง (120 ปี โดยทับเหลื่อมกับสมัยอยุธยา 27 ปี)

1

พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (พ่อขุนบางกลางหาว)

531-641

1781-1822

1249-1279

30 ปี

2

พ่อขุนบานเมือง

641

1822

1279

1 ปี

3

พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พ่อขุนรามราช)

641-660

1822-1841

1279-1298

19 ปี

4

พระยาเลอไท

660-685

1841-1866

1298-1323

25 ปี

5

พระยางั่วนำถม

685-709

1866-1890

1323-1347

24 ปี

6

พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท)

709-730

1890-1911

1347-1368

21 ปี

7

พระมหาธรรมราชาที่ 2 (ลือไท)

730-761

1911-1942

1368-1399

31 ปี

8

พระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสลือไท)

761-781

1943-1962

1400-1419

19 ปี

9

พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล)

781-800

1962-1981

1419-1438

19 ปี

 

 

สมัยอยุธยา

อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรของคนไทยในอดีตตั้งแต่ พ.ศ. 1893 - พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองที่มีความเจริญทางการเมืองการปกครอง และมีวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองแห่งหนึ่ง เป็นอาณาจักรที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น เปอร์เซีย รวมทั้งชาติตะวันตก เช่น โปรตุเกส สเปน ดัตช์ และฝรั่งเศส เคยมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล โดยมีประเทศราชแผ่ขยายไปจนถึงรัฐฉานของพม่า อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนานและมณฑลชานสี อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรจำปา และคาบสมุทรมมลายูในปัจจุบัน

 

การสถาปนากรุงศรีอยุธยา

ชาวไทยเริ่มตั้งถิ่นฐานบริเวณตอนกลาง และตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18แล้ว มีเมืองสำคัญหลายเมือง อาทิ ละโว้, อโยธยา, สุพรรณบุรี, นครชัยศรี เป็นต้น ต่อมาราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรขอม และสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง พระเจ้าอู่ทอง กษัตริย์แห่งอาณาจักรเพชรบุรี ซึ่งขณะนั้นเกิดโรคห่าระบาดและขาดแคลนน้ำ จึงทรงดำริจะย้ายเมืองและพิจารณาชัยภูมิเพื่อตั้งอาณาจักรใหม่ และตัดสินพระทัยสร้างราชธานีแห่งใหม่บริเวณตำบลหนองโสน (บึงพระราม) และสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล จุลศักราช 712 ตรงกับวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 1893 (พ.ศ.นี้เทียบจาก จ.ศ. แต่จะตรงกับ ค.ศ.1351) มีชื่อตามพงศาวดารว่า กรุงเทพมหานครทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์

ในบริเวณนั้นมีแม่น้ำล้อมรอบถึง 3 สาย อันได้แก่ แม่น้ำลพบุรีทางทิศเหนือ, แม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกและทิศใต้ และแม่น้ำป่าสักทางทิศตะวันออก เดิมทีบริเวณนี้ไม่ได้มีสภาพเป็นเกาะ ต่อมาพระองค์ทรงดำริให้ขุดคูเชื่อมแม่น้ำทั้ง 3 สาย กรุงศรีอยุธยาจึงมีน้ำเป็นปราการธรรมชาติให้ปลอดภัยจากข้าศึก นอกจากนี้ที่ตั้งกรุงศรีอยุธยายังห่างจากปากแม่น้ำไม่มาก เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆอีกหลายเมืองในบริเวณเดียวกัน ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าสู่ภูมิภาคอื่นๆในอาณาจักร รวมทั้งอาณาจักรใกล้เคียงอีกด้วย

 

การขยายตัวของอาณาจักร

กรุงศรีอยุธยาดำเนินนโยบายขยายอาณาจักรด้วย 2 วิธีคือ ใช้กำลังปราบปราม ซึ่งเห็นได้จากชัยชนะในการยึดครองเมืองนครธม (พระนคร) ได้อย่างเด็ดขาดในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 และอีกวิธีหนึ่งคือ การสร้างความสัมพันธ์แบบเครือญาติ อันเห็นได้จากการผนวกกรุงสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร

 

การล่มสลายของอาณาจักร

ช่วงสมัยรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกิดการแย่งชิงราชสมบัติระหว่างพระเจ้าเอกทัศกับพระเจ้าอุทุมพร เนื่องจากพระองค์ทรงเลือกพระอนุชาขึ้นเป็นกษัตริย์ไม่เป็นไปตามราชประเพณี แต่พระเจ้าเอกทัศก็ทวงบัลลังก์ ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา ครั้นในปี พ.ศ. 2303 พระเจ้าอลองพญาทรงนำทัพมารุกรานอาณาจักรอยุธยา พระเจ้าอุทุมพรทรงถูกเรียกตัวมาบัญชาการตั้งรับพระนคร แต่ภายหลังจากที่กองทัพพม่ายกกลับนั้น พระองค์ก็ได้ลาผนวชดังเดิม

ในปี พ.ศ. 2308 พระเจ้ามังระ บุตรของพระเจ้าอลองพญา ก็ได้รุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง โดยแบ่งกองกำลังออกเป็น 2 ส่วน คือ ฝ่ายเหนือภายใต้การบังคับของเนเมียวสีหบดี และฝ่ายใต้ภายใต้การนำของมังมหานรธา และมุ่งเข้าตีอาณาจักรอยุธยาพร้อมกันทั้งสองด้าน ฝ่ายอยุธยาทำการตั้งรับอย่างเข้มแข็ง และสามารถต้านทานการปิดล้อมของกองทัพพม่าไว้ได้นานถึง 14 เดือน แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการล่มสลายได้ กองทัพพม่าสามารถเข้าเมืองได้ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310

 

พระราชวงศ์

ราชวงศ์กษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา ประกอบด้วย 5 ราชวงศ์ คือ

  • ราชวงศ์อู่ทอง มีกษัตริย์ 3 พระองค์

  • ราชวงศ์สุพรรณภูมิ มีกษัตริย์ 13 พระองค์

  • ราชวงศ์สุโขทัย มีกษัตริย์ 7 พระองค์

  • ราชวงศ์ปราสาททอง มีกษัตริย์ 4 พระองค์

  • ราชวงศ์บ้านพลูหลวง มีกษัตริย์ 6 องค์

ซึ่งรวมเป็นกษัตริย์รวม 33 พระองค์ ซึ่งถือว่ามีมาก ซึ่ง อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีมาตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 1893 จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2310 เป็นเวลายาวนานถึง 417 ปีเลยทีเดียว กษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา มีดังนี้

 

ลำดับ

รายพระนาม

จุลศักราช

พุทธศักราช

คริสต์ศักราช

รวมปี

(2) ราชวงศ์อู่ทอง (ครั้งที่ 1, 20 ปี)

1

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)

712-731

1893-1912

1350-1369

20 ปี

2

สมเด็จพระราเมศวร

731-732

1912-1913

1369-1370

ครั้งที่1 ไม่ถึง 1 ปี

(3) ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (ครั้งที่ 1, 18 ปี)

1

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว)

732-750

1913-1931

1370-1388

18 ปี

2

สมเด็จพระเจ้าทองลัน (เจ้าทองจันทร์)

750

1931

1388

7 วัน

(2) ราชวงศ์อู่ทอง (ครั้งที่ 2, 21 ปี รวม 41 ปี)

3

สมเด็จพระราเมศวร

750-757

1931-1938

1388-1395

ครั้งที่2 - 7 ปี

4

สมเด็จพระรามราชาธิราช

757-771

1938-1952

1395-1409

14 ปี

(3) ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (ครั้งที่ 2, 160 ปี รวม 178 ปี)

3

สมเด็จพระอินทราชา (เจ้านครอินทร์)

771-786

1952-1967

1409-1424

15 ปี

4

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา)

786-810

1967-1991

1424-1448

24 ปี

5

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

810-850

1991-2031

1448-1488

40 ปี

6

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3

850-853

2031-2034

1488-1491

3 ปี

7

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระเชษฐา)

853-891

2034-2072

1491-1529

38 ปี

8

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (หน่อพุทธางกูร)

891-895

2072-2076

1529-1533

4 ปี

9

พระรัษฎาธิราช

895

2076

1533

4 เดือน

10

สมเด็จพระไชยราชาธิราช

895-908

2076-2089

1533-1546

13 ปี

11

พระยอดฟ้า (พระแก้วฟ้า)

908-910

2089-2091

1546-1548

2 ปี

 

ขุนวรวงศาธิราช (ไม่ได้รับการยกย่องเทียบเท่าพระองค์อื่น)

910

2091

1548

42 วัน

12

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระเจ้าช้างเผือก)

910-930

2091-2111

1548-1568

20 ปี

13

สมเด็จพระมหินทราธิราช

930-931

2111-2112

1568-1569

1 ปี, การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง

4) ราชวงศ์สุโขทัย (61 ปี)

1

สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 1)

931-952

2112-2133

1569-1590

21 ปี

2

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 2)

952-967

2133-2148

1590-1605

15 ปี

3

สมเด็จพระเอกาทศรถ (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 3)

967-982

2148-2163

1605-1620

15 ปี

4

พระศรีเสาวภาคย์ (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 4)

982

2163

1620

ไม่ครบปี

5

สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

982-990

2163-2171

1620-1628

8 ปี

6

สมเด็จพระเชษฐาธิราช

990-991

2171-2172

1628-1629

1 ปี

7

พระอาทิตยวงศ์

991

2172

1629

36 วัน

(5) ราชวงศ์ปราสาททอง (58 ปี)

1

สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 5)

991-1018

2172-2199

1629-1656

27 ปี

2

สมเด็จเจ้าฟ้าไชย (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 6)

1018

2199

1656

2 วัน

3

สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 7)

1018

2199

1656

2 เดือน 17 วัน

4

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

1018-1050

2199-2231

1656-1688

32 ปี

(6) ราชวงศ์บ้านพลูหลวง (79 ปี)

1

สมเด็จพระเพทราชา

1050-1065

2231-2246

1688-1703

15 ปี

2

สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ)

1065-1070

2246-2251

1703-1708

5 ปี

3

สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ)

1070-1094

2251-2275

1708-1732

24 ปี

4

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

1094-1120

2275-2301

1732-1758

26 ปี

5

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด)

1120

2301

1758

2 เดือน

6

สมเด็จพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ)

1120-1129

2301-2310

1758-1767

9 ปี, การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง

 

 

สมัยกรุงธนบุรี

อาณาจักรธนบุรี เป็นอาณาจักรของคนไทยในช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่าง พ.ศ. 2310 - 2325 มีพระมหากษัตริย์ปกครองเพียงพระองค์เดียว คือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ภายหลังจากที่อาณาจักรอยุธยาล่มสลายไปพร้อมกับการปล้นกรุงศรีอยุธยาของกองทัพพม่า ทว่า ในเวลาต่อมา เจ้าพระยาจักรีได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ และทรงย้ายเมืองหลวงไปยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา คือ กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน

เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีรับราชการเป็นพระยาวชิรปราการในระหว่างสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง แต่ในระหว่างที่การรบกำลังติดพันอยู่นั้น พระยาวชิรปราการได้ถอนตัวจากการป้องกันพระนครพร้อมกับทหารจำนวนหนึ่งเพื่อไปตั้งตัว โดยนำทัพผ่านบ้านโพสามหาร บ้านบางดง หนองไม้ทรุง เมืองนครนายก เมืองปราจีนบุรี พัทยา สัตหีบ ระยอง โดยกลุ่มผู้สนับสนุนพระยาวชิรปราการได้ยกย่องให้เป็นท่านให้เป็น "เจ้าชาย" และตีได้เมืองจันทบุรีและตราด เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2310

ในเวลาใกล้เคียงกัน ฝ่ายกองทัพพม่าได้คงกำลังควบคุมในเมืองหลวงและเมืองใกล้เคียงประมาณ 3,000 คน โดยมีสุกี้เป็นนายกอง ตั้งค่ายอยู่ที่บ้านโพธิ์สามต้น พร้อมกันนั้น พม่าได้ตั้งนายทองอินให้ไปเป็นผู้ดูแลรักษาเมืองธนบุรีไว้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอาณาจักรอยุธยาจะสิ้นสภาพลงไปแล้ว แต่ยังมีหัวเมืองอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับความเสียหายจากศึกสงคราม หัวเมืองเหล่านั้นจึงต่างพากันตั้งตนเป็นใหญ่ในเขตอิทธิพลของตน ส่วนทางด้านพระยาวชิรปราการเองก็สามารถรวบรวมกำลังได้จนเทียบได้กับหนึ่งในชุมนุมทั้งหลายนั้น โดยมีจันทบุรีเป็นฐานที่มั่น

ต่อมา พระยาวชิรปราการจึงนำกำลังที่รวบรวมประมาณ 5,000 คน ตีเมืองธนบุรีและอยุธยาคืนจากข้าศึก เสร็จแล้วจึงสถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา และทรงสร้างเมืองหลวงใหม่ คือ กรุงธนุบรี เนื่องจากทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาถูกทำลายลงจนไม่อาจปฏิสังขรณ์ได้กลับคืนดังเดิม โดยเรียกนามว่า กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ส่วนสาเหตุที่ทรงเลือกนั้นเป็นเพราะว่าเมืองธนบุรีมีขนาดเล็กและชัยภูมิ มีปราการป้องกันเข้มแข็ง ทำให้ข้าศึกรุกรานได้ยาก และยังสามารถใช้เป็นสถานที่หลบหนีไปตั้งหลักยังเมืองจันทบุรีได้ทางเรือได้อีก

ครั้นเมื่อพระเจ้ามังระแห่งอาณาจักรพม่าทรงทราบข่าวเรื่องการกอบกู้เอกราชของไทย พระองค์จึงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าเมืองทวายคุมกองทัพมาดูสถานการณ์ในดินแดนอาณาจักรอยุธยาเดิม เมื่อปลาย พ.ศ. 2310 แต่ก็ถูกตีแตกกลับไปโดยกองทัพธนบุรี ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงนำทัพมาด้วยพระองค์เอง

ต่อมา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดให้จัดเตรียมกำลังเพื่อทำลายคู่แข่งทางการเมือง เพื่อให้เกิดการรวมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ในปี พ.ศ. 2311 ทรงมุ่งไปยังเมืองพิษณุโลกเป็นแห่งแรก ทว่า กองทัพธนบุรีพ่ายต่อกองทัพพิษณุโลก ณ ปากน้ำโพ จึงต้องเลื่อนการโจมตีออกไปก่อน แต่ภายหลังเจ้าพิษณุโลกถึงแก่พิราลัย ชุมนุมพิษณุโลกอ่อนแอลงและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเจ้าพระฝางแทน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้เปลี่ยนเป้าหมายไปยังชุมนุมเจ้าพิมาย เนื่องจากทรงเห็นว่าควรจะปราบชุมนุมขนาดเล็กเสียก่อน กรมหมื่นเทพพิพิธสู้ไม่ได้ จึงถูกจับประหารชีวิต

ในปี พ.ศ. 2312 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีศุภอักษรไปยังสมเด็จพระนารายณ์ราชา เจ้ากรุงเขมร โดยให้ส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายตามประเพณี แต่สมเด็จพระนารายณ์ราชาปฏิเสธ พระองค์ทรงขัดเคืองจึงให้จัดเตรียมกองกำลังไปตีเมืองเสียมราฐ และเมืองพระตะบอง อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พระองค์ได้ส่งพระยาจักรีนำกองทัพไปปราบเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อทรงทราบข่าวทัพพระยาจักรีไปติดขัดที่ไชยา จึงทรงส่งทัพหลวงไปช่วย จนตีเมืองนครศรีธรรมราชได้เมื่อเดือน 10 ฝ่ายแม่ทัพธนบุรีในเขมรไม่ได้ข่าวพระเจ้าแผ่นดินมานาน จึงเกรงว่าบ้านเมืองจะไม่สงบ รีบยกกองทัพกลับบ้านเมืองเสียก่อน และทำให้การโจมตีเขมรถูกระงับเอาไว้

ในปี พ.ศ. 2313 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงยกกองทัพขึ้นไปปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง ตีได้เมืองพิษณุโลก และตามไปตีเมืองสวางคบุรี เจ้าพระฝางสู้ไม่ได้ ชุมนุมฝางจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรธนบุรี

ช่วงปลายรัชกาล เกิดการรัฐประหารแย่งชิงบัลลังก์จากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เจ้าพระยาจักรีทราบข่าวก็รีบกลับมายังพระนคร เมื่อสืบสวนเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ข้าราชการก็ฟ้องร้องว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นเหตุ เนื่องจากทรงมีสติฟั่นเฟือน ในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2325 เจ้าพระยาจักรีจึงเข้าควบคุมสถานการณ์ และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

 

การปกครองในสมัยกรุงธนบุรีนั้น ยืดถือแบบการแบบกรุงศรีอยุธยา โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

การปกครองส่วนกลาง

กรุงธนบุรีเป็นศูนย์กลาง มีอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่ง

  • สมุหนายก เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือน เป็นผู้ดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทั้งในราชการฝ่ายทหารและพลเรือน ในฐานะเจ้าเสนาบดีกรมมหาดไทย ผู้เป็นจะมียศเป็น "เจ้าพระยาจักรี" หรือที่เรียกว่า "ออกญาจักรี"

  • สมุหพระกลาโหม เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหาร เป็นผู้ดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งปวง ยศนั้นก็จะมี "เจ้าพระยามหาเสนา" หรือที่เรียกว่า "ออกญากลาโหม"

ส่วนจตุสดมภ์นั้นยังมีไว้เหมือนเดิม มีเสนาบดีเป็นผู้ดูแล และมีพระยาโกษาธิบดี เป็นผู้ดูแลอีกทอดหนึ่ง ซึ่งได้แก่ กรมเวียง กรมวัง กรมคลัง และ กรมนา

การปกครองส่วนภูมิภาค

  • หัวเมืองชั้นใน จะมีผู้รั้งเมือง เป็นผู้ปกครอง จะอยู่รอบๆไม่ไกลจากราชธานี

  • เมืองพระยามหานคร จะแบ่งออกได้เป็น เมืองเอก โท ตรี จัตวา มีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครอง

  • เมืองประเทศราช คือเมืองที่จะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาให้กรุงธนบุรี ซึ่งในขณะนั้น จะมี นครศรีธรรมราช เชียงแสน เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน ปัตตานี ไทรบุรี ตรังกานู มะริด ตะนาวศรี พุทไธมาศ พนมเปญ จำปาศักดิ์ หลวงพระบาง และ เวียงจันทน์ ฯลฯ

 

ในด้านเศรษฐกิจนั้น ในช่วงต้นรัชกาล สภาพบ้านเมืองเสียหายจากสงครามกับพม่าอย่างหนัก มีการขาดแคลนอาหารเนื่องจากขาดการทำนามานาน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสละทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์และท้องพระคลังเพื่อซื้อข้าวมาบรรเทาความอดอยากของผู้คนทั้งหลาย และยังเป็นการกระตุ้นให้ชาวบ้านที่หนีไปอยู่ตามป่าเขากลับมาอาศัยอยู่ในกรุงด้วย

นอกจากนี้ พระองค์ยังได้ทรงทำนุบำรุงการค้าขายทางเรือกับต่างชาติ เนื่องจากไม่อาจพึ่งรายได้จากภาษีอากรจากผู้คนที่ยังคงตั้งตัวไม่ได้ อีกทั้งการส่งเสริมการขายสินค้าพื้นเมืองยังเป็นการสร้างงานให้กับชาวบ้าน โดยพระองค์ได้ทรงพยายามผูกไมตรีกับจีนเพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ทางการค้ามากยิ่งขึ้น

 

ลำดับ

รายพระนาม

จุลศักราช

พุทธศักราช

คริสต์ศักราช

รวมปี

(7) ราชวงศ์ธนบุรี -

1

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

1129-1144

2310-2325

1767-1782

15 ปี

 

 

สมัยรัตนโกสินทร์

 

ราชวงศ์จักรี เป็นราชวงศ์ที่ปกครองประเทศไทย ต่อจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พระนามเดิม ทองด้วง ทรงสืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางในสมัยกรุงศรีอยุธยา) ทรงสถาปนาราชวงศ์โดยการปราบดาภิเษกเมื่อ พ.ศ. 2325 ยุคของราชวงศ์นี้ เรียกว่า "ยุครัตนโกสินทร์"

 

ชื่อของราชวงศ์จักรีมีที่มาจากบรรดาศักดิ์ "เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์" ตำแหน่งสมุหนายก ซึ่งเป็นตำแหน่งทางราชการที่พระองค์เคยทรงดำรงตำแหน่งมาก่อนในสมัยกรุงธนบุรี คำว่า "จักรี" นี้พ้องเสียงกับคำว่า "จักร" และ "ตรี" ซึ่งเป็นเทพอาวุธของพระนารายณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระแสงจักรและพระแสงตรีไว้ 1 สำรับ และกำหนดให้ใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์จักรีสืบมาจนถึงปัจจุบัน

สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก "จะกล่าวถึงเจ้านายจำพวกซึ่งเป็นปฐมเป็นต้นแซ่ต้นสกุลเจ้าฟ้าแลพระองค์เจ้า หม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์แลเจ้าราชินิกุลที่เรียกนามว่า คุณ ว่า หม่อม มีบรรดาศักดิ์เนื่องในพระบรมราชวงศ์นี้ ซึ่งบัดนี้เป็นจำพวกต่างๆอยู่ จะให้รู้แจ้งว่าเนื่องมาแต่ท่านผู้ใด พระองค์ใด เป็นเดิมแต่แรกตั้งกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยานี้มา พึงรู้โดยสังเขปว่าบุรุษนารีมีบรรดาศักดิ์ ซึ่งเรียกว่าเป็นจำพวกเจ้า คือเจ้าฟ้าแลพระองค์เจ้า หม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ทั้งปวงนั้น ล้วนปฏิพัทธ์พัวพันสืบต่อลงมาแต่องค์สมเด็จพระมหาไปยกาธิบดี คือ องค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ พระเจ้าหลวงของพระบาทสมเด็จพระปรโมรุถชามหาจักรีบรมนาถ ซึ่งปรากฏพระนามในบัดนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งเป็นปฐมบรมอัครมหาราชาธิราชในพระบรมมหาราชวัง"

จึงนับได้ว่า สมเด็จพระมหาไปยกาธิบดี หรือ สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก เป็นพระมหาชนกพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี และเป็นเจ้านายแห่งราชวงศ์จักรีพระองค์แรกอย่างแท้จริง โดย พระมหาสังข์เดิม ซึ่งเป็นพระมหาสังข์ที่ใช้บรรจุพระบรมอัฐของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก เมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งปัจจุบันใช้รดน้ำในพระราชพิธีมงคลให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น

 

ลำดับ

รายพระนาม

รัตนโกสินทร์ศก

พุทธศักราช

คริสต์ศักราช

รวมปี

(8) มหาจักรีบรมราชวงศ์

1

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

1-27

2325-2352

1782-1809

27 ปี

2

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

27-42

2352-2367

1809-1824

15 ปี

3

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระมหาเจษฎาราชเจ้า)

42-68

2367-2393

1824-1850

26 ปี

4

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

68-86

2393-2411

1850-1868

18 ปี

5

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระปิยะมหาราช)

86-128

2411-2453

1868-1910

42 ปี

6

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระมหาธีรราชเจ้า)

128-143

2453-2468

1910-1925

15 ปี

7

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

143-152

2468-2477

1925-1935

9 ปี (ที่เป็น 1935 เนื่องจากเวลานั้นให้เริ่มปี เมื่อ 1 เมษายน)

8

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (พระอัฐมรามาธิบดินทร)

152-164

2477-2489

1935-1946

12 ปี

9

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (สมเด็จพระภัทรมหาราช)

164-ปัจจุบัน

2489-ปัจจุบัน

1946-ปัจจุบัน

63 ปี+

 

หมายเหตุ:

  • จุลศักราช เลิกใช้เป็นทางการเมื่อ จ.ศ. 1250 หรือ พ.ศ. 2431 ให้ใช้ ร.ศ. เพียงอย่างเดียวโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.5

  • รัตนโกสินทร์ศก เลิกใช้เป็นทางการเมื่อ จ.ศ. 131 หรือเมื่อ พ.ศ. 2456 โดยให้ใช้พุทธศักราชอย่างเดียวนับแต่นั้นมาโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.6

  • การเปลี่ยนแปลงวิธีการเริ่มต้นปี จาก 1 เมษายน เป็น 1 มกราคม เริ่มเมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 ทำให้ ปี พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือนเท่านั้น

 

ลำดับพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยเริ่มนับตั้งแต่สมัยสุโขทัย ก่อนหน้านั้นไทยยังไม่เป็นราชอาณาจักรที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยชัดเจน นับตั้งแต่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ขึ้นครองราชย์ ในปี พ.ศ. 1792 ถึงรัชกาลที่ 9 ปัจจุบันนับได้ 758 ปี

  • สมัยสุโขทัย 120 ปี (เหลื่อมทับสมัยอยุธยา 27 ปี)

  • สมัยอยุธยา 417 ปี

  • สมัยกรุงธนบุรี 15 ปี (รวมเวลาว่างเว้นกษัตริย์ระหว่างการกู้ชาติ 1 ปี)

  • สมัยรัตนโกสินทร์ 227 ปี (นับถึงปัจจุบัน)

 

จำนวนพระมหากษัตริย์

มีพระมหากษัตริย์ปกครองรวมถึงปัจจุบัน 49 พระองค์ ไม่นับขุนวรวงศาธิราช

 

จำนวนราชวงศ์พระมหากษัตริย์

ประเทศไทยมีราชวงศ์ของพระมหากษัตริย์ปกครอง 8 ราชวงศ์ (นับพระเจ้าตากสินด้วย)

  • ราชวงศ์พระร่วง (อาณาจักรสุโขทัย) 120 ปี พระมหากษัตริย์ 9 พระองค์

  • ราชวงศ์อู่ทอง (อาณาจักรอยุธยา) (2 ครั้ง) 41 ปี พระมหากษัตริย์ 4 พระองค์

  • ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (อาณาจักรอยุธยา) (2 ครั้ง) 178 ปี พระมหากษัตริย์ 13 พระองค์

  • ราชวงศ์สุโขทัย (อาณาจักรอยุธยา) 61 ปี พระมหากษัตริย์ 7 พระองค์

  • ราชวงศ์ปราสาททอง (อาณาจักรอยุธยา) 58 ปี พระมหากษัตริย์ 4 พระองค์

  • ราชวงศ์บ้านพลูหลวง (อาณาจักรอยุธยา) 79 ปี พระมหากษัตริย์ 6 พระองค์

  • ราชวงศ์ธนบุรี (อาณาจักรธนบุรี) 15 ปี พระมหากษัตริย์ 1 พระองค์

  • มหาจักรีบรมราชวงศ์ (กรุงรัตนโกสินทร์) 227 ปี พระมหากษัตริย์ 9 พระองค์ (นับถึงปัจจุบัน คือ พ.ศ. 2552)

 

พระนามของพระมหากษัตริย์

พระนามของพระมหากษัตริย์ที่ทรงใช้บ่อย ได้แก่

  • สมเด็จพระรามาธิบดี รวมทั้งสิ้น 6 พระองค์ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทุกพระองค์ว่า "พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี"

  • สมเด็จพระบรมราชาธิราช รวมทั้งสิ้น 4 พระองค์

  • สมเด็จพระบรมราชา รวมทั้งสิ้น 4 พระองค์

  • สมเด็จพระสรรเพชญ์ รวมทั้งสิ้น 9 พระองค์

 

ราชวงศ์กษัตริย์อื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนั้น ยังมีราชวงศ์สำคัญของล้านนา ที่เกี่ยวข้อง อีก 2 ราชวงศ์

  • ราชวงศ์มังราย

  • ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ หรือ ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: วิกิพีเดีย

 ęCopyright www.ThaiLaws.com  All rights reserved.  Any comments mail to:  thailaws@lawyer.com